ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กันยายน, 2014

ฉันจะ Unfriend เพื่อนดีไหม ?

ฉันจะ Unfriend เพื่อนดีไหม ? ......... เพื่อนในโลกออนไลน์ของผมบางคน ลุกขึ้นมา "บ่น ตัดพ้อ ต่อว่า ตำหนิ" ด้วยความรู้สึก "ผิดหวัง" หรือ "ผิดความคาดหวัง" ว่าทำไมเพื่อนๆ ที่มีอยู่ในเฟซบุ๊กตั้งมากกมายหลายร้อยคน ไม่มีการมาทักทายกันมั่ง !! ไม่มีการ Response สิ่งที่เราโพสต์ไปมั่ง !! ......... เวลาเราโพสต์ไอเดียอะไรที่คิดว่ามันแรงๆ ไอเดียอะไรที่คิดว่ามันเจ๋งๆ เวลาเราโพสต์ข้อคิดคำคมที่สะเทือนใจที่สุด ทำไม่ไม่ค่อยมีใครมากด Like ทำไมเงียบเป็นเป่าสาก !! แถมเวลาเราแชร์อะไรที่เราคิดว่าดีออกไป ก็เงียบเหายไปกับสายลม จะมีบ้างก็แค่ 5 Likes 10 Like นิดๆ ......... เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ ในทางบวก ก็ชักนำให้เกิดความรู้สึก "น้อยใจ ผิดหวัง ไม่สมความคาดหวัง" จนไปถึงความรู้สึก "เคือง โมโห แค้นใจตัวเอง" และนำไปสู่ความคิดว่า "ใครไม่สนใจฉัน เห็นทีฉันจะต้องพิจารณารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างเราเสียใหม่ !! ......... เพื่อนผมบางคนลุกขึ้นมาประกาศ จะทำ 5ส. เพื่อนในเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะหวัข้อ "สะสาง" โดยมาไล่เช็กเพื่อนทีละคน ว่าใครเป็นเพื่อนที่ยังน่าค

ทะเลาะออนไลน์ รูปแบบการสื่อสารวิวาทะในโลกยุคดิจิทัล

ทะเลาะออนไลน์ ................... หน้าวอลคือหน้าบ้าน บ้านใครบ้านมัน หากมีเรื่องขัดใจกัน โกรธเคืองกัน มีปากมีเสียงกัน เราสามารถทำได้ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ......... เริ่มจากเบาคือการ "บ่น"  หรือ "ต่อว่า" หรือ "ตำหนิติเตียน" ......... หนักขึ้นมาอีกระดับคือ "ด่า" หรือ "แช่ง" ......... วิธีการบ่น ต่อว่า ตำหนิติเตียน ด่า แช่ง ทำได้ทั้งการระบุตัวบุคคลผู้รับสาร หรือไม่ระบุก็ได้ ถ้าไม่ระบุเรียกว่า บ่น ต่อว่า หรือ ด่า "ลอยลม" ......... เปรียบได้กับเราเขียนป้ายไวนิลติดไว้ที่หน้าบ้าน ใครผ่านไปผ่านมาได้เห็นก็คิดเอาเองว่า หมายถึงใคร !! แต่ถ้าระบตัวบุคคลไว้ก็คงจะเป็นเรื่อง คงจะถูกสอบสวนทวนความ ว่าเรื่องมันเป็นยังไง ถึงมาด่ากูอะไรทำนองนี้ หรืออาจจะถูกต่อว่ากลับหรือด่ากลับ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ......... ในหน้าวอล facebook เราก็จะพบเห็นรูปแบบการสื่อสารทำนองนี้อยู่บ่อยๆ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นการ "ด่าลอยลม" ไม่ระบุตัวบุคคลเสียมากกว่า ......... เพิ่งจะเห็นเป็นข่าวเมื่อสองสามวันนี้เอง ที่มีการ ดาทอ และ ท้าทาย กันในโลกออนไลน์ แล้วนั

ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในอุ้งมือนักการตลาดและนักนิเทศศาสตร์

ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในอุ้งมือนักการตลาดและนักนิเทศศาสตร์ ......... ลองถอดแบบวิถีชีวิตการกินอาหารเพื่ออยู่รอด..ของคนกรุงเทพฯ ระดับชนชั้นกลาง-ล่าง (Lower middle class) ของคนวัยทำงานอายุเกินกว่า 40 ปี (คนหนึ่ง) - เช้า แซนด์วิชแฮมชีสอบกรอบ 27 บาท กับนมจืด 1 กล่อง 12 บาท กินระหว่างนั่งรถไปทำงาน (provided by 7Eleven) - กลางวัน กะเพราไก่ไข่ดาว 40 บาท น้ำเปล่า 1 ขวด 9 บาท กินในที่ทำงาน (provided by 7Eleven) - เย็น ข้าวผัดพริกแกงหมู่ใส่ถั่ว ใส่เห็ดราดข้าว ไข่ดาว 50 บาท น้ำเปล่า 1 ขวด 10 บาท (provided by street market food makers) - ค่ำ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ปลาท่องโก๋ 30   บาท (provided by street market food makers) ......... รวม "ค่ามีชีวิตรอด" ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย ประมาณ 178 บาท เงิน 178 บาทนี่เป็นเพียงแค่ตัวคนเดียว ยังไม่รวม ครอบครัว ภรรยา สามี ลูก ......... ที่สำคัญ นี่เป็นเพียง "ค่ามีชีวิตรอด" เท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงคุณภาพชีวิต ที่เต็มไปด้วย "โมโนโซเดียมกลูตาเมต" (MonoSodium Glutamate) หรือ "ผงชูรส" ที่บรรดา Food makers ทั้ง CP และแม่ค้าใ

กลยุทธ์การสร้าง "ตำแหน่งของตราสินค้า" (Brand Positioning)

กลยุทธ์การสร้าง "ตำแหน่งของตราสินค้า" (Brand Positioning) ......... การสร้างความคิดความจดจำในสมองและจิตใจของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมาก นักการตลาด นักสื่อสารใช้ความพยายามอย่างมากที่จะสร้าง "ตำแหน่งของตราสินค้า" (Brand Positioning) ที่ชัดเจน กระจ่างชัด ในความทรงจำของผู้บริโภคเป้าหมาย ซึ่งมีกลยุทธ์การปฏิบัติอยู่ 3 ระดับ คือ ......... 1. คุณลักษณะของสินค้า (Product attribute) เป็นการสร้างตำแหน่งของตราสินค้าขั้นต่ำที่สุด คือ ทำให้ผู้บริโภคจดจำคุณลักษณะของสินค้าให้ได้ เช่น มีสารฟลูออไรด์ผสมในยาสีฟัน  แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนคือ ใครๆ ก็ทำได้ คู่แข่งของคุณก็ทำได้ การสร้างตำแหน่งของตราสินค้าวิธีนี้จึงไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน 2. คุณประโยชน์ของสินค้า (Benefits) เป็นการสร้างตำแหน่งของตราสินค้า โดยการพูดถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้สินค้าตรายี่ห้อนั้นๆ เช่น ทำให้ฟันขาวสะอาด ช่วยป้องกันฟันผุ ทำให้ไม่เสียวฟัน เช่น ยาสีฟันที่มีสรรพคุณป้องกันการเสียวฟันโดยผสมเกลือที่มีคุณสมบัติพิเศษลงไป วิธีนี้ดีกว่าวิธีแรก ซึ่งมีผู้นิยมใช้มากเหมือนกัน แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ที่ การใช้วิธีนี้คู่แข่ง

รูปแบบการดำเนินชีวิต หรือ ไลฟ์สไตล์ 8 ประเภท ของมนุษย์ !! เขาต้องการอะไร? เราควรจะขายสินค้าอะไรให้เขา? เราจะสื่อสารกับเขาอย่างไร?

รูปแบบการดำเนินชีวิต หรือ ไลฟ์สไตล์ Lifestyle 8 ประเภท*** ........ เขาคือใคร? มีความต้องการอะไร? เราควรจะขายสินค้าอะไรให้เขา? และ เราจะสื่อสารกับเขาอย่างไร? ......... SRI Consulting Business International ได้พัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับ "วิถีการดำเนินชีวิต" (Lifestyle) ขึ้นมาใช้ในการวิเคราะห์วิถีชีวิตของผู้คน เพื่อค้นหาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ เขาพบว่า ผู้บริโภคถูกจูงใจโดยอุดนมคติของเขา ซึ่งถูกชักนำโดยความรู้ (knowledge) และหลักการ (principle)  และและได้พบข้อสรุปว่า "คนเรามักมีพฤติกรรมไปในแนวทางเดียวกันกับค่านิยมที่พวกเขายึดถือ และพยายามพัฒนาสิ่งนั้นจนกลายเป็นอัตลักษณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคเฉพาะตัว ซึ่งมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขา รูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตนี้ทาง SRI เรียกว่า VALS (Value and Lifestyle System) โดยพัฒนามาเป็นเวอร์ชั่นที่สอง เรียกว่า VALS2 ดังภาพ ......... ......... ผู้คนในสังคมแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม ดังนี้คือ 1. Actualisers / Innovators ผู้บรรลุความสำเร็จขั้นสูงในชีวิต / นักนวัตกรรม มีทรัพยากรสูง มีนวัตกรรมสูง ประสบความสำเร็จในชีวิต

Competencies ของ คนทำงานสื่อ Media Makers

Competencies ของ คนทำงานสื่อ Media Makers ......... คนเรียนนิเทศศาสตร์กันทั้งประเทศปีละหลายหมื่นคน เรียนจบปีละหลายพันคน ใครๆ ก็อยากได้งานดีๆ อยากทำงานในองค์ใหญ่ๆ อยากทำงานที่ท้าทายความสามารถ เช่น อยากเป็นนักข่าว อยากเป็นโปรดิวเซอร์ อยากเป็นผู้กำกับ อยากเป็นนักแสดง อยากเป็นนักร้อง อยากเป็นช่างภาพ อยากเป็นช่างตัดต่อ..แต่ทำไมไม่ค่อยมีโอกาสเลย มันน่าแปลกตรงที่..คนเรียนจบมาตั้งหลายพันคน แต่ทำไมคนที่บริษัทเอกชนหรือองค์กรใหญ่ๆ เลือกไปทำงานด้วยจึงมีน้อย และพากันบ่นว่า หาคนเก่งมาทำงานด้วยยาก ......... สิ่งที่นักศึกษานิเทศศาสตร์ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ที่กำลังเรียนอยู่ หรือเรียนจบแล้ว และกำลังหางานทำ ควรคิดให้มากๆ เรื่องหนึ่งคือ "Competencies" เราควรจะถามตัวเองว่า เมื่อเราเรียนจบแล้วเรามี Competencies อะไรบ้าง? การคิดเรื่อง Competencies เป็นการพูดถึงสิ่งสำคัญ 4 เรื่องคือ 1. Special Capability ความสามารถพิเศษของเรา ที่เรามีอยู่และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาวะผู้นำ ความเป็นนักบริหาร 2. Skills ทักษะความสามารถของเรา เรามีทักษะพิเศษอะไรบ้าง เราทำอะไรเป็นบ้าง เราทำอะไรได

ความทรหดอดทนจนถึงที่สุด และ ความแข็งแกร่งจนถึงที่สุด (Grit) จะนำคุณไปพบกับความสำเร็จ

ความทรหดอดทนจนถึงที่สุด และ ความแข็งแกร่งจนถึงที่สุด (Grit) ......... สังคมสมัยนี้สอนให้เราเรียนรู้และฝึกฝนกันมากในรื่อง "ความรู้" และเรื่อง "ความฉลาดทางปัญญา" หรือ "ไอคิว" โดยมุ่งหวังว่าสิ่งหล่านี้จะทำให้ชีวิตคนเราประสบความสำเร็จ แต่โดยความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !! ......... จากผลการวิจัยของ "ดร.แอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ท" พบว่า คุณสมบัติต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ส่งผลต่อความสำเร็จของคนเราเลย แต่คนที่หยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จนั้น มีเพียงคุณสมบัติที่เรียกว่า "ความทรหดอดทน" และ ความแข็งแกร่ง" (Grit) จนถึงที่สุด" ดร.แอนเจล่า ลี ดั๊กเวิร์ท ยังกล่าวต่อไปว่า "..ผู้คนมากมายที่มีความฝัน และมีความตั้งใจที่ดี แต่พอลงมือทำไปสักช่วงระยะหนึ่งมักจะเกิดการถอดใจหรือที่ชอบบอกกับคนอื่น ๆ ว่า "ขี้เกียจ" มักมีเหตุผลต่าง ๆ นานามาเป็นข้ออ้าง เพื่อที่จะไม่ต้องลงมือทำสิ่งนั้นต่อ.." ......... นอกจากคุณสมบัติเรื่อง "ความทรหดอดทน" และ "ความแข็งแกร่ง" (Grit) จนถึงที่สุด" แล้ว ดร.เนตรปรียา มุสิ

ความเข้าใจเรื่อง การบริหารจัดการ (management) และ การสื่อสาร (communications)

ความเข้าใจเรื่อง การบริหารจัดการ (management) และ การสื่อสาร (communications) ......... ถ้านึกไม่ออกว่ามันหมายถึงอะไร..ให้ลองดูตัวอย่างเรื่องนี้ โปรดดูภาพประกอบ - ขยะเศษอาหารเก็บทุกวัน - ขยะทั่วไปเก็บทุกวัน - ขยะรีไซเคิลเก็บทุกวันอาทิตย์ - ขยะอันตรายเก็บทุกวันที่ 1 และ 15 นี่คือ การบริหารจัดการด้านการจัดเก็บขยะของหน่วยงานแห่งหนึ่ง ผลดีที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออะไร? - ประชาชนบริหารจัดการขยะในบ้านตัวเองได้ จะแพ็คขยะอะไร วันไหน - การจัดเก็บขยะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว - การคัดแยกขยะทำได้ดียิ่งขึ้น - การจัดการกับขยะที่เก็บมาทำได้ดียิ่งขึ้น และถ้าคิดไม่ออกว่า Communication ของเรื่องนี้คืออะไร ให้ลองดูป้ายประกาศที่ติดข้างรถ ซึ่งเป็น Outdoor media ชนิดหนึ่ง เมื่อมีการสื่อสารด้วยวิธีนี้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง - รถคันนี้แล่นเข้าไปในหมู่บ้าน ประชาชนจะเห็น เกิด perception - รถคันนี้แล่นเข้าไปท้องถนน ประชาชนจะเห็น เกิด perception - รถคันนี้แล่นเข้าไปในที่สาธารณะต่างๆ บุคคลในหน่วยงาน ส่วนราชการอื่น เช่น เทศบาล เห็นก็จะเกิด perception เมื่อเกิด perception ผลที่ตามมาคือ thinking ต

จากกันแสนไกล

จากกันแสนไกล ......... หลังจากโหมกระหน่ำมาสองชั่วโมงติดต่อกัน ต้นจำปีหน้าบ้านโอนเอนไปตามแรงลมฝนเพิ่งขาดเม็ดเมื่อสักครู่..ไอดินกลิ่นหอมโชยมา..ยามนี้ผมคิดถึงใครคนหนึ่งเหลือเกิน ผมนั่งมองหยาดฝนบนใบจำปีหยดลงบนพื้นหญ้า หวนให้คิดด้วยความหม่นหมองว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เธอทิ้งร้างไปจากผม ผมคาดเดาเอาเองอย่างปราศจากหลักวิชาใดๆ ว่า 1. ครอบครัว ลูก บิดา มารดา 2. งาน งานมากจนล้นมือ 3. เพื่อน การชักใบให้เรือเสียโดยเพื่อนของเขา และ 4. สิ่งเร้าจากภายนอก ได้แก่ สิ่งเร้าทางสังคม สิ่งเร้าทางวัฒนธรรม สิ่งเร้าจากสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย 4 อย่างข้างต้น มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกตัวบุคคล เราเรียกมันว่า "อุปสรรค" จะใชอุุปสรรคทั้งสี่นี้ไหมหนอที่เป็น "ต้นเหตุ" ทำให้เธอทิ้งร้างจากผมไป ? คิดทบทวนอีกครั้งหนึ่ง..หรือว่าเรื่องอื่น?? 1. ความอ่อนล้าทางร่างกาย 2. ความเบื่อหน่าย 3. ความรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ หมดแรงใจ และ 4. ความหลงไหลในสิ่งอื่นที่มีอิทธิพลมากกว่า 4 อย่างหลังนี้ มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในของตัวบุคคล เราเรียกว่า "ปัญหา" จะใช้ปัญหาทั้งสี่นี้ไหมหนอที่เป็น "ต้

นักสื่อสารร่วมสมัยแห่งยุคดิจทัลวิถี กับ นักปราชญ์ผู้หยั่งรู้จิตใจมนุษย์ Facebook กับ Maslow

Facebook กับ Maslow ......... คุณคิดว่า ปุ่ม Like ใน Facebook มีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ตามทฤษฎี Maslow' Hierarchy of Needs ขั้นใด?? ในทัศนะของผม ปุ่ม Like ใน Facebook มุ่งตอบสนองความต้องการ ขั้นที่ 3 คือ Love needs เมื่อเราโพสต์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ ใดๆ ซึ่งเราเรียกรวมๆว่า "สาร"  (message) ลงไปในช่องอัพสเตตัส ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 1. บทพรรณนา (epic) - คมกริบ สะเทือนอารมณ์ สะท้อนสังคมจนมองเห็นภาพ 2. การแสดงออกทางอารมณ์ (emotional expression) - การแสดงออกทางอารมณ์ทางลบ -โกรธ ไม่พอใจ ชิงชัง ริษยา เชือดเฉือน - การแสดงออกทางอารมณ์ทางบวก - ชื่นชม ยกย่อง สรรเสริญ ประทับใจ หลงไหล หลงรัก 3. การแจ้งข่าวสาร (information) - ข่าวสารทั่วไป การเตือนภัย 4. การเสนอความคิดเห็น (opinion) 5. การระดมทรัพยากรและความร่วมมือ. (Mobilization) - บริจาคเลือด ติดตามคนหาย ชาวยน้ำท่วม หลังโพสต์ไปแล้ว เพียงชั่วไม่กี่วินาที "ความต้องการบางอย่าง" จะเกิดขึ้นในใจเราทันที นั่นคือ เราต้องการ การตอบสนองในทางบวก คือ เห็นด้วย พอใจ ชื่นชม มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

ความตายคือการเริ่มต้น การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์เรื่องจดหมายรัก The Letter

ความตายคือการเริ่มต้น การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์เรื่องจดหมายรัก  The Letter ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน                                                                                                                       ความตาย.. สำหรับคนทั่วไปคือการจบสิ้น แต่ความตายในภาพยนตร์ไทยเรื่อง  The Letter   หรือ   “ จดหมายรัก ”  กลับเป็น ..การเริ่มต้น !! ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวแห่งความรักของ.. มนุษย์ที่ขาดความรัก.. สองคน คนหนึ่งอยู่ในสังคมเมืองที่ทันสมัยทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เต็มไปด้วยความรีบเร่งและการแข่งขัน อีกคนหนึ่งอยู่ในสังคมชนบทที่มีความอบอุ่นใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่รีบเร่ง ไม่แข่งขันกับใคร แต่ทั้งคู่กลับมีสิ่งที่เหมือนกันคือ  “ ความเหงา ”  และ  “ ขาดความรัก ”  คนจากสองสังคมที่แตกต่างกันสิ้นเชิงได้เดินทางมาพบกัน มันจึงกลายเป็นความอบอุ่นและความรักอันดื่มด่ำ แต่เมื่อคนหนึ่งที่รักมากต้องลาจากก่อนวัย อีกคนหนึ่งจะอยู่อย่างไร..เหมือนดั่งต้นไม้ที่ไร้น้ำรอวันเหี่ยวแห้งตาย แล้ววันหนึ่งเมื่อมนุษย์เข้าใจสัจจะแห่งชีวิต ความตายก็กลับกลายเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกคร

การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์เรื่องจดหมายรัก The Letter

ความตายคือการเริ่มต้น การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์ เรื่อง จดหมายรัก The Letter ณัฐฐ์วัฒน์ สุทธิโยธิน                                                                                                                       ความตาย.. สำหรับคนทั่วไปคือการจบสิ้น แต่ความตายในภาพยนตร์ไทยเรื่อง The Letter หรือ “ จดหมายรัก ” กลับเป็น ..การเริ่มต้น..   ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวแห่งความรักของ.. มนุษย์ที่ขาดความรัก.. สองคน คนหนึ่งอยู่ในสังคมเมืองที่ทันสมัยทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เต็มไปด้วยความรีบเร่งและการแข่งขัน อีกคนหนึ่งอยู่ในสังคมชนบทที่มีความอบอุ่นใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่รีบเร่ง ไม่แข่งขันกับใคร แต่ทั้งคู่กลับมีสิ่งที่เหมือนกันคือ “ ความเหงา ” และ “ ขาดความรัก ” คนจากสองสังคมที่แตกต่างกันสิ้นเชิงได้เดินทางมาพบกัน มันจึงกลายเป็นความอบอุ่นและความรักอันดื่มด่ำ แต่เมื่อคนหนึ่งที่รักมากต้องลาจากก่อนวัย อีกคนหนึ่งจะอยู่อย่างไร..เหมือนดั่งต้นไม้ที่ไร้น้ำรอวันเหี่ยวแห้งตาย แล้ววันหนึ่งเมื่อมนุษย์เข้าใจสัจจะแห่งชีวิต ความตายก็กลับกลายเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง  

คิดอย่างประสบผลสำเร็จ (Productive Thinking) ข้อคิดสำหรับผู้เรียนปริญญาโท ปริญญาเอกด้านการสื่อสาร และด้านอื่นๆ

คิดอย่างประสบผลสำเร็จ (Productive Thinking) ข้อคิดสำหรับผู้เรียนปริญญาโท ปริญญาเอกด้านการสื่อสาร และด้านอื่นๆ ......... เรียนปริญญาโท-ปริญญาเอก..ควรมุ่งความสนใจ และควรทุ่มเทพลังกาย พลังใจ พลังสติปัญญาไปในเรื่องอะไรจึงจะเกิดประโยน์อย่างเป็นรูปธรรม ? ......... ผมมีคำแนะนำโดยสรุปในเรื่องเกี่ยวกับ การวางแผนก้าวเดินชีวิตการเรียนปริญญาโทปริญญาเอกของแต่ละคน สรุปได้เป็น 3 แนวทางคือ ......... 1. ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับงานที่ทำ (Problem-based) ......... 2. ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญและสนใจ (Issue-based) ......... 3. ศึกษาเรื่องที่ผู้ให้ทุนวิจัยกำหนด (Scholarship/Financier-based) ......... เลือกกันได้ตามใจชอบครับ ........ หากถามผมว่า แนวทางไหนดีที่สุด ? ......... คำตอบคือ หากตัดแนวทางที่ 3 ออกไป เพราะเราไม่มีอิสระที่จะเลือก ......... ผมคิดว่า เราควรจะมองถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม นำไปใช้ได้จริง (Productive Thinking) ผมแนะนำให้เลือกแนวทางแรก คือ ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับงานที่ทำ (Problem-based) ครับ ......... เหตุผลคือ ......... 1. เกิดประโยชน์ต่อองค์กร (กรณีที่เราทำงานในองค

การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์เรื่อง "เพชฌฆาต มหากาฬ" (LEON: THE PROFESSIONAL)

การสื่อสารเชิงสัญญะของภาพยนตร์เรื่อง "เพชฌฆาต มหากาฬ" (LEON: THE PROFESSIONAL) 1. การศึกษาเรื่องสัญญะ (sign) ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่า ผู้ผลิตสื่อ (media maker) หาจำต้องเอ่ยถ้อยคำว่า "สัญญะ" ให้ปรากฏ หากแม้นปรากฏถ้อยคำว่า "สัญญะ" การสื่อความหมายของสิ่งนั้น ก็อาจกลายเป็น การสื่อความหมายอย่างโจ่งแจ้งอีกทึกครึกโครม เห็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มิได้แอบซ่อนความหมายอยู่ "หลังม่านอักษร" แต่อย่างใด ............ เปรียบดังจอมยุทธ์เมื่อใช้กระบี่เข้าต่อสู้ หาจำต้องชูกระบี่อย่างเริงร่าคึกคะนองอยู่ร่ำไป เพราะแท้จริงแล้ว "กระบี่อยู่ที่ใจ" ............ 2. ภาพยนตร์เรื่อง "เพชฌฆาต มหากาฬ" (LEON: THE PROFESSIONAL) ที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึง ได้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง "ลีออง" นักฆ่ามืออาชีพระดับมหากาฬคนหนึ่ง กับ "มาธิลด้า" เด็กหญิงวัยเพียง 12 ปี ที่ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ที่ชะตาชีวิตผกผันให้ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับลีออง ที่มีอาชีพเป็นนักฆ่า ............ "ลีออง" ทำหน้าที่เป็น "ครู" สอนให้รู้จักการ